รัฐบาลได้ตัดสินใจผ่านมาตรการที่มุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์โบราณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางทางวัฒนธรรม สำหรับผู้ที่สนใจนำเข้ารถยนต์คลาสสิก การยกเว้นภาษีอากรขาเข้าและการกำหนดเกณฑ์ใหม่สำหรับรถยนต์โบราณอายุมากกว่า 100 ปี จะช่วยส่งเสริมภาคธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) ในอุตสาหกรรมฟื้นฟูและจำหน่ายรถโบราณ นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังคาดหวังว่าจะเพิ่มรายได้จากภาษีให้ประเทศประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี
ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีสำหรับรถยนต์โบราณ โดยมีเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับงานคลาสสิก นายพรชัย ฐีระเวช ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า มาตรการนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ใช้เสริมสร้าง "ซอฟต์พาวเวอร์" ของประเทศไทย โดยเน้นไปที่การส่งเสริมงานศิลปะและการฟื้นฟูรถยนต์โบราณ
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการขยายขอบเขตของคำจำกัดความสำหรับ "รถยนต์โบราณ" ให้รวมถึงรถยนต์ที่มีอายุมากกว่า 100 ปีขึ้นไป อีกทั้งยังมีการคืนภาษีเต็มจำนวนสำหรับรถที่ผ่านกระบวนการฟื้นฟูในประเทศไทยและส่งออกภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการฟื้นฟูรถยนต์คลาสสิก
นอกจากนี้ กฎหมายฉบับใหม่สองฉบับได้รับการอนุมัติแล้ว ซึ่งประกอบด้วยการกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตรา 45% ของราคาขายปลีกแนะนำ และการลดหรือยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์โบราณที่นำเข้าแบบ CBU (Complete Built-Up Unit) มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการจัดแสดงและการบูรณะรถยนต์โบราณ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
นายพรชัยยังเน้นย้ำถึงประโยชน์ที่มาตรการนี้นำมาสู่ประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มรายได้จากภาษีสรรพสามิตประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นธุรกิจการฟื้นฟูและจำหน่ายรถยนต์โบราณในประเทศ อีกทั้งยังสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับ SMEs ไทยในอุตสาหกรรมที่อาจถูกมองข้าม การดำเนินงานครั้งนี้ได้รับการประสานงานร่วมกับหน่วยงานหลัก เช่น กระทรวงพาณิชย์ คมนาคม ทรัพยากรธรรมชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อจัดทำกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการปฏิบัติจริง
มาตรการส่งเสริมรถโบราณเป็นส่วนหนึ่งของโครงการย่อยภายใต้แนวทางส่งเสริมงานศิลปะไทย ซึ่งประกอบด้วยการสนับสนุนการซื้องานศิลป์ การช่วยเหลือศิลปิน การลดอากรขาเข้าสำหรับงานศิลปะ และการส่งเสริมการนำเข้ารถยนต์โบราณ มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการเสริมสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ